ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 มี.ค. เห็นชอบในหลักการร่างพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจทรัพย์สินดิจิตอลและร่างแก้ไขประมวลรัษฎากรเพื่อการจัดเก็บภาษีรายได้และเงินปันผลที่เกิดจากการลงทุนเงินสกุลดังกล่าว เพื่อให้มีแนวทางการกำกับดูแลการลงทุนในสกุลเงินดังกล่าวไม่ให้เป็นช่องโหว่ในการฟอกเงินและเกิดการฉ้อโกงประชาชน แต่กฎหมายไม่ได้มีการปิดกั้นการลงทุน ส่วนการแก้ไขประมวลรัษฎากรก็เพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีจากรายได้หรือเงินปันผล เพื่อความเป็นธรรมในการเสียภาษี ซึ่งจำเป็นต้องมีการพิจารณาพร้อมกับพระราชกำหนดดังกล่าว
อย่างไรก็ดี ในรายละเอียดของร่างพระราชกำหนดฯและร่างแก้ไขประมวลรัษฎากรดังกล่าวจะมีความชัดเจนในสัปดาห์หน้า โดยกรณีของพระราชกำหนดฯนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียดของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในขอบข่ายกฎหมายนี้ จะต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานกำกับ ประกอบด้วย คือ คนที่เป็นตัวกลางการซื้อขาย โบรกเกอร์ แพลทฟอร์ม ผู้ค้า ดีลเลอร์ เป็นต้น
สำหรับการจัดเก็บภาษีการลงทุนในสกุลเงินดิจิตอลนั้น ตามหลักการแล้วจะขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ กรณีการลงทุนแล้วได้กำไร ก็จะเสียภาษีจากกำไร ถ้าสินทรัพย์บางอันที่มีลักษณะเหมือนหุ้นและมีการจ่ายปันผล ก็จะเสียภาษีจากเงินปันผล ซึ่งหลักการแล้วจะต้องเสียภาษีอย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ดี ในรายละเอียดการจัดเก็บภาษีอยู่ระหว่างการพิจารณา

ขณะที่นายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับการออกมาตรการควบคุมสกุลเงินดิจิทัล แต่ต้องไม่เข้มข้นจนเกินไปเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม อีกด้านหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจได้เป็นกระแสโลกจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรปิดกั้น โดยผู้ลงทุนที่มีความ สนใจในเรื่องนี้ต้องตระหนักคือ ข้อมูล ไอซีโอ จะมีเป็นเรื่องของคอนเซ็ปต์ ไอเดียและเทคนิค แต่ขาดการรับรองเรื่องตัวเลข หรือรายได้จากการประกอบธุรกิจ ทำให้ผู้ลงทุนประเมินมูลค่าได้ยาก










